วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"อคิน-ศรีศักร-เพิ่มศักดิ์-บัณฑร" ตบเท้าลงพื้นที่ฟังปัญหาชุมชนเมือง

มีข้อพิพาทที่อยู่อาศัย-ถูกฟ้องขับไล่ที่ “เพิ่ม ศักดิ์” โทษการพัฒนาที่ไม่สมดุล ชี้ 2 พันชุมชนเมืองกรุงประสบปัญหา พร้อมหนุนสังเคราะห์นโยบายคุมกำเนิดกทม.-นโยบายจัดการที่ดินสาธารณะ ด้าน “ศรีศักร” จวกรัฐทรราชย์รังแกปชช. พัฒนามองข้ามวิถีชีวิตชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ต.ค. คณะอนุกรรมการด้านที่ดิน ทรัพยากรและน้ำ คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) นำโดยม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์, รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม, ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ และนายบัณฑร อ่อนดำ ลง พื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอต่อการจัดการที่ดิน และการไล่รื้อที่อยู่อาศัยในเขตชุมชนเมืองกรุงเทพฯ ใน 4 พื้นที่ตลอดทั้งวัน ซึ่งเบื้องต้นพบปัญหาข้อพิพาทการจัดการที่ดินที่อยู่อาศัยระหว่างโครงการ พัฒนาของรัฐกับสิทธิชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิม และไม่มีการทำประชาพิจารณ์ในโครงการต่างๆ ก่อน

โดยในช่วงเช้าคณะอนุกรรมการที่ดินฯ เริ่มลงพื้นที่สำรวจชุมชนย่านกุฎีจีน วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เขตธนบุรี ซึ่งประสบปัญหาชาวบ้าน และชุมชนรอบวัดกว่า 54 ครัวเรือนถูกวัดดำเนินการสั่งไล่รื้อที่อาศัยชุมชนออกจากพื้นที่ดัง้เดิม 100 กว่าปีที่ชุมชนตั้งอยู่มา ทั้งนี้เป็นผลมาจากโครงการแผนพัฒนาปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ และโครงการสร้างอุทยานเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของวัดที่ต้องการปรับปรุง พื้นที่เช่าเดิม ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวยังมีผลบิดเบือนประวัติศาสตร์เดิมของท้องถิ่น และการพัฒนาพื้นที่นั้นมีการทุบทำลายโบราณสถานของชุมชนด้วย ประกอบกับปัญหาการเวนคืนที่ดินจากการสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวอีกด้วย

จากนั้นคณะอนุกรรมการที่ดินฯ ลงสำรวจชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน เขตพระนคร ที่ประสบปัญหาการไล่รื้อที่อาศัยจากโครงการพัฒนาพื้นที่จากทางกทม.และ โครงการพัฒนาพื้นที่รอบวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหารของวัดอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งชุมชนดังกล่าวอาศัยเช่าอยู่ในเขตพื้นที่วัด โดยวัดต้องการที่จะจัดระบบบริหารจัดการพื้นที่รอบวัดและโรงเรียนวัดบวรนิเวศ เสียใหม่ ขณะเดียวกันชุมชนแพร่งภูธร ถ.บำรุงเมือง เขตพระนคร ก็ประสบปัญหาการเวนคืนที่ดินระหว่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับ กรุงเทพมหานครแก่ชุมชน และชุมชนยังประสบปัญหาโครงการแผนพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์และอาคารที่อยู่ อาศัยของกทม.ที่ขัดแย้งต่อวิถีชีวิตชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สถาปัตยากรรมเดิมท้องถิ่น ที่ไม่ตรงตามวิถีชีวิตและสิทธิชุมชนเดิม

ขณะเดียวกันการสำรวจพื้นที่ชุมชนแม้นศรี นาคบำรุง บริเวณหลังศูนย์การค้าวรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย คณะอนุกรรมการที่ดินฯ ยังพบปัญหาข้อพิพาทระหว่างกรุงเทพมหานครกับชุมชนในการเวนคืนที่ดินเพื่อขยาย ถนนรองรับย่านการค้า โดยเกิดปัญหาหลังจากการประกาศพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างและขยาย ทางหลวงท้องถิ่นสายเชื่อมระหว่างถ.ดำรงคืรักษ์กับถ.บำรุงเมือง สายเชื่อมระหว่างสายดังกล่าวกับถ.จักรพรรดิ์พงษ์และตรอกโรงเลี้ยงเด็ก เมื่อ 28 ธ.ค.2550

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า  การลงพื้นที่ครั้งนี้ชาวบ้านและตัวแทนชุมชนแม้นศรี นาคบำรุงต่างให้การต้อนรับคณะกรรมการปฏิรูปอย่างเนืองแน่น ก่อนนำเสนอปัญหาโครงการขยายถนนใน 10 จุดบนพื้นที่ชุมชน ที่ต้องการขยายความกว้างถนนสายหลักในชุมชนจากเดิม 12 เมตรเป็น 30 เมตร

ทั้งนี้ ชาวบ้านยืนยันว่า โครงการพัฒนาดังกล่าวไม่มีการประชาพิจารณ์จากชุมชนก่อน พร้อมกับแสดงความเห็นคัดค้านโครงการขยายถนนเพื่อบรรเทาการจราจรของกทม.ว่า เกินความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่าย คณะอนุกรรมการที่ดินฯ ได้เปิดเวทีรับฟังปัญหา ถอดบทเรียนและประสบการณ์การต่อสู้ กรณีข้อพิพาทที่ดินและที่อยู่อาศัยจากความสำเร็จของการต่อสู้ของชาวชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร ณ บริเวณลานโพธิ์ ป้อมมหากาฬ เพื่อให้ทั้ง 4 ชุมชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนปัญหา ความเดืือดร้อน ผลกระทบที่ชุมชนได้รับจากโครงการพัฒนาที่ดินของรัฐ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดการที่ดินและที่อยู่อาศัย ในภาพรวมร่วมกันอีกด้วย

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ชุมชนเบื้องต้นทั้ง 5 แห่งนี้ เป็นชุมชนส่วนหนึ่งของพื้นที่ชั้นในกทม.ที่ประสบปัญหาการจัดการที่ดิน ที่อยู่อาศัย การเวนคืนที่ดิน การพัฒนาพื้นที่ที่ขัดต่อวิถีชีวิตชุมชนและประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น ซึ่งทั่วประเทศมีไม่น้อยกว่า 6,000 ชุมชนที่ประสบปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ ส่วนในพื้นที่กทม.ก็เช่นเดียวกันมีกว่า 2,000 ชุมชนที่ประสบปัญหา ปัญหาที่พบมากที่สุด คือ ชาวบ้านถูกดำเนินคดีบุกรุกที่ดินและถูกฟ้องขับไล่ ทั้งที่เป็นที่ดินของตนเอง

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลังจากการรับฟังปัญหาจากผู้นำชาวบ้าน และผู้นำชุมชนที่ประสบความเดือดร้อนจากโครงการพัฒนาของรัฐแล้วจะมีการเปิด เวทีรับฟังความข้อเท็จจริงและความเห็นจากฝ่ายคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง กทม. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นักวิชาการ นักผังเมือง นักโบราณคดี อีกครั้งโดยเร็วเพื่อหาแนวทางนโยบายแก้ไขร่วมกันในภาพรวมในเรื่องของนโยบาย การจัดการที่ดินสาธารณะ

“การรับฟังความเดือดร้อนในครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงคปร.จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะกรณี แต่เป็นการดูภาพรวมของปัญหาของที่ดิน พร้อมสังเคราะห์แนวทางแก้ไขต่อไป ส่วนพื้นที่กทม.จะต้องมีการเปิดเวทีมาร่วมกันพูดคุยปัญหากันต่อไปว่า โครงการพัฒนาต่างๆ นั้นต้องมีการวางแผนไม่ให้ทำลายวิถีชีวิตชุมชน ประวัติท้องถิ่นชุมชน การพัฒนาต้องไม่ทำให้ท้องถิ่นชุมชนล่มสลายด้วย ซึ่งเห็นด้วยว่าจะต้องมีนโยบายการคุมกำเนิดกทม. เพราะการเติบโตเหล่านี้ทำให้การพัฒนาไม่สมดุล อีกที่หนึ่งโต เจริญ ขณะที่อีกที่หนึ่ง คนจนต้องตาย เกิดการทะเละเบาะแว้งกัน”ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ด้านรศ.ศรีศักร ในฐานะนักวิชาการประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น กล่าวว่า จากการเดินทางมารับฟังทำให้เราเห็นโครงสร้างปัญหาในชุมชนที่ความสำคัญของ ปัญหาเหล่านี้อยู่ที่รัฐกำลังรังแกประชาชนด้วยการพัฒนาต่างๆ ที่ไม่ได้ตระหนัก มองข้ามในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และประวัติศาสตร์เดิมของพื้นที่ สิทธิชุมชน

“รัฐดำเนินการต่างๆ ที่บดขยี้สังคม เป็นรัฐแบบทรราชย์ เหมือนกันทุกรัฐบาล ซึ่งชัดเจน ไม่ชอบใช้วิธีประชาพิจารณ์ แต่ใช้วิธีการประชาธิปไตยที่ใช้ความเป็นตัวแทนเข้ามาตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ดังนั้นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมนโยบาย การทำงานการพัฒนา ต้องทำให้โครงการพัฒนา การดำเนินทำงานของรัฐต้องเป็นหนึ่งเดียวร่วมกันชุมชน โครงการพัฒนาต่อไปต้องมีการเชื่อมโยงกับท้องถิ่น และต้องสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ด้วย”รศ.ศรีศักร กล่าว


http://www.thaireform.in.th/news-national-strategy/2173--5-.html

เปิดจะๆ ค่าตอบแทน"บริวาร-องคาพยพ"ศาลรธน.ปีละกว่า 20ล้าน แต่งตั้ง"เครือญาติ พวกพ้อง คนรู้ใจ?

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:30:03 น.  มติชนออนไลน์

เปิดจะๆ ค่าตอบแทน"บริวาร-องคาพยพ"ศาลรธน.ปีละกว่า 20ล้าน แต่งตั้ง"เครือญาติ พวกพ้อง คนรู้ใจ?

ถ้าไม่มีกรณี นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ  ไปยุ่มย่ามในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

 

 

จนทำให้ นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ  ต้องมีคำสั่งปลดฟ้าผ่า นายพสิษฐ์ ออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร

 

คนทั่วไป คงไม่รู้ว่า บริวารและองคาพยพในศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยใครบ้าง ?


ปัจจุบันคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย   นายชัช  ชลวร  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  อีก 8 คนประกอบด้วย  นายจรัญ  ภักดีธนากุล    นายจรูญ  อินทจาร   นายเฉลิมพล  เอกอุรุ   นายนุรักษ์  มาประณีต   นายบุญส่ง  กุลบุปผา   นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์    นายสุพจน์  ไข่มุกด์   นายอุดมศักดิ์  นิติมนตรี

  

ทั้งนี้   ตาม พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ   ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฯ ฉบับแก้ไขล่าสุด  เงินเดือนประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 64,000 บาท บวก เงินประจำตำแหน่งอีก 50,000 บาท  ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เงินเดือน 62,000 บาท  เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท 

 

รวมเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ทั้งประธานและตุลาการอีก 8 คน ตกเดือนละ 9.5 แสนบาท  ปีหนึ่งก็ตกประมาณ 11.4 ล้านบาท  ตัวเลขนี้ยังไม่รวมสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกหลายรายการ

   

แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ  ยังมีบริวารและองคาพยพของประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการอีก 8 คน   อีกหลายรายการดังนี้

   

ทั้งนี้ ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแต่งตั้งบุคลากรประธานศาลรัฐธรรมนูญและ ตุลาการฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันล้วนลงนามประกาศโดย นายชัช ชลวร กำหนดให้ตุลาการฯ 9 คน มีสิทธิแต่งตั้งบุคลากรมาช่วยงานดังต่อไปนี้ 
    
ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ที่ปรึกษา 1 คน เงินเดือนรวม 69,910 บาท เลขานุการ 1 คน เงินเดือน 47,100 บาท ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เงินเดือน 30,000 บาท ผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน เงินเดือนตามวุฒิการศึกษาตั้งแต่ 16,000-22,000 บาท คนขับรถ 1 คน เงินเดือน 11,300 บาท เป็นต้น

   

คำนวณแล้ว  จะต้องจ่ายเงินเดือน ให้แก่ ที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยเลขานุการ คนขับรถ ประจำประธานศาลรัฐธรรมนูญ เดือนกว่า  229,000  บาท/ เดือน
   
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ที่ปรึกษา 1 คน เงินเดือนรวม 55,000 บาท เลขานุการ 1 คน ผู้เชี่ยวชาญไม่เกิน 2 คน ผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน คนขับรถ 1 คน โดยใช้อัตราเงินเดือนเช่นเดียวกับบุคลากรประจำประธานศาลรัฐธรรมนูญ 
    
 คำนวนเงินเดือนของบรรดา ที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยเลขานุการ คนขับรถ  ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่ละคนเกือบ 2 แสนบาท รวม 8 คน ก็ตกเดือนละ  1.5 ล้าน

 

เบ็ดเสร็จแล้ว ต้องจ่ายเป็นค่าบริวารให้แก่ ประธานและตุลาการ รวม 9 คน รวมกว่า  1 ล้าน 7 แสนบาท   ปีหนึ่งก็จ่าย 20. 4 ล้าน


ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อดีตที่ปรึกษาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา การคัดสรรคนเข้ามารับตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นเลขานุการหรือที่ปรึกษานั้น เท่าที่ทราบก็คือไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว เป็นดุลพินิจของผู้ดำรงตำแหน่งแต่ละคนที่จะตั้งใครมาก็ได้

 

" ผมเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งในช่วงของ การบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ทำให้ทราบว่ามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่คนที่ตั้ง  "นักวิชาการ"   เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลืองานด้านวิชาการและให้คำปรึกษาทางวิชาการ ส่วนคนอื่นตั้งใครมาก็ไม่ทราบ ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน

 

แต่จากข้อมูลที่ได้รับทราบ คนเหล่านั้นมีบางคนที่เป็น “เครือญาติ” บางคนก็มีความสัมพันธ์ในลักษณะต่าง ๆ เมื่อตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งก็มีเงินค่าตอบแทน บางคนเอาลูกหลานตัวเองมาเป็นเลขานุการก็เคยมีมาแล้ว" อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

  

เมื่อพิจารณาผ่าน ผลงานสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ คำวินิจฉัย จะพบว่า ปี 2551 เขียนคำวินิจฉัย 26 เรื่อง ปี 2552 เขียนคำวินิจฉัย 20 เรื่อง ปี 2553 จนถึงปัจจุบันเขียนคำวินิจฉัย เพียง 7 เรื่อง     ต้นทุนต่อคำวินิจฉัย 1 ฉบับ จึงสูงมาก

  

 แต่ปัญหาไม่ใช่ ถูกหรือแพง  หรือ วัดกันที่ปริมาณคำวินิจฉัย   ประเด็นคือ คุณค่าของคำวินิจฉัยต่างหาก   !!!

  

ตามหลักการแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ดี จะต้องกอรปด้วยหลักกฎหมาย หลักวิชาการ และข้อเท็จจริง ครบถ้วน    ถ้าตุลาการไม่มีเวลาศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบก็ต้องมีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยว ชาญที่มีความรู้ความสามารถ ครบเครื่อง

   

เหลียวดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย้อนหลังไปถึงปี 2541   อาจได้คำตอบว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทยยังต้องการเวลาพัฒนา อีกหลายทศวรรษ


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288095983&grpid=&catid=17




เจาะลึกปมซื้อรถหรูประจำตำแหน่งตุลาการศาล รธน. 13 คัน 39.5 ล้าน เสร็จบ.ตระกูลดัง


LEXUS ES300

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:50:29 น.  มติชนออนไลน์

เจาะลึกปมซื้อรถหรูประจำตำแหน่งตุลาการศาล รธน. 13 คัน 39.5 ล้าน เสร็จบ.ตระกูลดัง "พท.-วสันต์"ใครมั่วนิ่ม?

 

ภายหลังจากพรรคเพื่อไทยออกมาเขย่าบัลลังก์ศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรณีการรับเหมาติดตั้งกล้องซีซีทีวีว่าเกี่ยวพันกับนางนุชนารถ สุวรรณรัตนชาติ (นายจตุพร พรหมพันธุ์ อ้างว่านางนุชนารถมีชื่อเล่นว่าฉลามและรู้จักกับนายชวน หลีกภัย) เจ้าของบริษัทบางกอก เดคคอน จำกัด เพื่อนนักศึกษา หลักสูตร ปปร.13 รุ่นเดียวกับนายวรวุฒิ นวโภคิน และ  นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการนายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

ตามมาด้วยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดข้อมูลการจัดซื้อรถประจำตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำนองว่าอาจมีเงื่อนงำ


แต่ก็ถูกโต้กลับจากนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญว่า การจัดซื้อรถประจำตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในช่วงปี 2547-2548 มิได้เกี่ยวข้องกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันแต่อย่างใด

จากกรณีดังกล่าว "มติชนออนไลน์" ตรวจสอบข้อมูลดังนี้


การจัดซื้อรถประจำตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ และรถประจำตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ครั้งแรก จำนวน 3 คัน ในราคา 9.5 ล้านบาท จากห้างหุ้นส่วนจำกัด พันทวี ออโต้ มาสเตอร์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2548 


ครั้งที่สองซื้อรถประจำตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (รถยนต์ LEXUS ES300) จำนวน 10 คัน ราคา 30 ล้านบาท จาก บริษัท เล็กซ์ซัส กรุงเทพ จำกัด  เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2548 


ทั้งนี้ บริษัท เล็กซ์ซัส กรุงเทพ จำกัด จดทะเบียนวันที่  16 พฤศจิกายน 2535 ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน 66.5 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 58 ถนนริมคลองแสนแสบ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ  บริษัท เอส.พี.อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด (นายชุมพล พรประภา เจ้าของ) ถือหุ้น 36 %   นายประพล พรประภา 22.5%  บริษัท  พาราวินเซอร์ จำกัด 15% บริษัท  วรจักร์ยนต์ จำกัด 11.2% บริษัท เจริญไทยมอเตอร์ เซลส์ จำกัด 7.5% บริษัท  โตโยต้ากรุงเทพยนต์ ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด 2.2% บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด 2.2% บริษัท โตโยต้า เค.มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด 1.5% บริษัท โตโยต้า ธนบุรี จำกัด 1.5%

มี นายชุมพล พรประภา นายประพล พรประภา นางสาวปฐมา พรประภา นางจุฑาภรณ์ พงศ์สุภาพชน นายสกล ชีวมงคล นายยอดยิ่ง เอื้อวัฒนสกุล นายวิเชียร สมภพรุ่งโรจน์ นายบัญชา ภาณุประภา นายมนตรี สุวรรณวนิชกิจ เป็นกรรมการ 

 


ส่วน ห้างหุ้นส่วนจำกัด พันทวี ออโต้ มาสเตอร์  จดทะเบียนเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 ทุนจดทะเบียน 7.5 ล้านบาท ที่ตั้ง 2595 ถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ หุ้นส่วน 3 คน นางสาวจันทนา ลิ้มประยูรวงศ์  นางสาวฟารีดา บุณยศักดิ์ (ไฮโซดัง)และ นายวีริศ สุทธิกุลพานิช


จากการตรวจสอบยังพบอีกว่า นอกจากเลกซัส ยังมี รถตู้ยี่ห้อ Volkswagon รุ่น Caravelle 2.5 TDI แบบ 11 ที่นั่ง สีบรอนซ์เงิน (8E8E) จำนวน 2 คัน  ราคา 5,980,000 บาทเมื่อวันที่  27 ก.พ. 2549 จาก บริษัท ยนตรกิจอินเตอร์เซลส์ จำกัด (ตระกูลลีนุตพงษ์ เจ้าของ)  และ ซื้อเพิ่มอีก 1 คัน ราคา 2,990,000 บาท  เมื่อวันที่  7 มิ.ย. 2549  จากบริษัทเดียวกัน


จากข้อมูลชี้ให้เห็นว่าการจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2548 ในยุคศาลรัฐธรรมนูญก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มิใช่เร็วๆนี้  

ส่วนจะมีเงื่อนงำ ราคาแพงกว่าปกติ หรือไม่?

 

เป็นเรื่องที่ควรตรวจสอบ


ประการสำคัญข้อมูลของ นายพร้อมพงศ์ กับ  นายวสันต์ ใครมีน้ำหนักกว่ากัน?

 

คงต้องพิจารณากันเอาเอง  
 


                              http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288084118&grpid=&catid=02

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
เจาะเครือข่ายขุมทรัพย์ "วรวุฒิ -นุชนารถ"ตัวละครเอกในคลิป-กล้องฉาวศาล รธน.รวยอื้อ 400 ล้าน โยงแค่ปชป.?
"ชวน"รับรู้จัก"นุชนารถ"เป็น 10 ปีไม่รู้ติดตั้งกล้องซีซีทีวีศาลรัฐธรรมนูญ ชื่อโผล่บริจาคเงินปชป.2แสน
เปิดตัว บ.ติดตั้งกล้องซีซีทีวีศาล รธน.66ล้านตามที่"จตุพร"อ้าง พบ"นุชนารถ"หุ้นใหญ่ ไม่มีชื่อ"วรวุฒิ"

--

Tibetan Docter will be seeing patients in Bangkok on November 27th - 29th 2010


 



จาก: Thousand Stars Foundation มูลนิธิพันดารา <1000tara@gmail.com>
วันที่: 27 ตุลาคม 2553, 19:48
หัวเรื่อง: Tibetan Docter will be seeing patients in Bangkok on November27th - 29th 2010
ถึง: Thousand Stars Foundation 1000tara@gmail.com

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับคุณหมอทิเบตจากสถาบันการแพทย์ที่ลาซา

ผู้ที่สนใจปรึกษาสุขภาพกับคุณหมอทิเบต นพ. เซดอร์ ญารงชา จากสถาบันการแพทย์ญารงชา  

ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดสถาบันหนึ่งในกรุงลาซาจะเดินทางมาเมืองไทย และให้คำแนะนำเกี่ยวกับ 

สุขภาพและบำบัดรักษาในแนวการแพทย์ทิเบตซึ่งเป็นศาสตร์องค์รวมแห่งการบำบัดรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ  

ประกอบด้วยการ ซักถามอาการ  ตรวจปัสสาวะ ตรวจลิ้น สำหรับบางกรณี) จับชีพจร วินิจฉัย 

และให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารที่รับประทาน พฤติกรรมที่ควรทำ เช่น การออกกำลังกาย และการบำบัด

ด้วยสมุนไพรธรรมชาติจากที่ราบสูงทิเบต   การแพทย์ทิเบตไม่เน้นการใช้สารเคมีเน้นการปรับสมดุลย์ของธาตุในร่างกาย


คุณหมอ นพ.เซเดอร์ จะออกตรวจระหว่างวันที่ 27 – 29 พฤศจิกายน 2553 เวลา 9.00 น.– 18.00 น.   

ณ บ้านมูลนิธิ ลาดพร้าว ซอย 11

คุณหมอจะรับคนไข้เพียงวันละไม่เกิน 15 ท่าน 

ค่าตรวจรักษาท่านละ 400 บาท (ไม่รวมค่ายา)


ผู้สนใจจองเวลากรุณาติดต่อแจ้งวันเวลาที่สะดวกพบคุณหมอมาที่ 1000tara@gmail.com 

หรือโทรนัดวันเวลากับคุณพรรณพิไล โทร 080 610 0770

 

-----------------------------------------------------------------------------

Tibetan Medicine

 

Dr. Tsedor Nyarongsha of the Nyarongsha Medical Institute in Lhasa will be seeing patients in Bangkok                       

on November27th - 29th 2010 time 9am-6pm at the Thousand Stars Foundation’s House on Ladprao Soi 11. 

 

This is a really good chance to have the body checked up and learn another way of holistic treatment.  

Interested persons, please kindly bring your first urine sample of the day.

Consultation fee: 400 baht (not including medicine). 

 There will be a translation from Chinese/Tibetan to Thai/English.

 

For reservation, please email: 1000tara@gmail.com, or call Panpilai 0806100770. 

We’d appreciate it if you could make reservation via email.

 

Tibetan medicine is an ancient medical system that employs a holistic approach to treatment. 

This approach consists of pulse analysis and urinalysis. Treatment includes behavior and dietary adaptation 

as well as using medicines, which are composed of herbs and minerals on the Tibetan Plateau.

 

----------------------------------------------------------------------------------

 

please distribute the news to those who may be interested in seeing a Tibetan doctor. Thank you.

 

 

Panpilai (Nong)

โทร 080 610 0770

 





โสรัจจะ"ทายเสียว! ปี 54"หายนะ"กว่าปีนี้ ไทยมีสิทธิ"สิ้นแผ่นดิน?" โลกวิปริตอาเพศใหญ่หลวง ตายเป็นเบือ


จาก: lee lee <thai9lee@gmail.com>
วันที่: 27 ตุลาคม 2553, 19:54
หัวเรื่อง:  โสรัจจะ"ทายเสียว! ปี 54"หายนะ"กว่าปีนี้ ไทยมีสิทธิ"สิ้นแผ่นดิน?" โลกวิปริตอาเพศใหญ่หลวง ตายเป็นเบือ
ถึง: From: jharoon siripanjaporn <jharoon_qmc@yahoo.com>
Date: 2010/10/27
Subject: โสรัจจะ"ทายเสียว!ปี54"หายนะ"กว่าปีนี้ ไทยมีสิทธิ"สิ้นแผ่นดิน?" โลกวิปริตอาเพศใหญ่หลวง ตายเป็นเบือ
To:


Subject: โสรัจจะ"ทายเสียว! ปี 54"หายนะ"กว่าปีนี้ ไทยมีสิทธิ"สิ้นแผ่นดิน?" โลกวิปริตอาเพศใหญ่หลวง ตายเป็นเบือ

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:09:40 น.  มติชนออนไลน์

"โสรัจจะ"ทายเสียว! ปี 54"หายนะ"กว่าปีนี้ ไทยมีสิทธิ"สิ้นแผ่นดิน?" โลกวิปริตอาเพศใหญ่หลวง ตายเป็นเบือ

กลายเป็นที่ฮือฮาทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อ คำพยากรณ์ที่บ่งบอกความ "หายนะ" หลากหลายด้านในประเทศไทย ของ "โสรัจจะ นวลอยู่"  อีกหนึ่งสุดยอดโหราจารย์ชื่อก้อง  ที่เปรียบดั่ง "นอสตราดามุสเมืองไทย"

 

ในหนังสือดัง "ศาสตร์แห่งโหร 2553"  ได้เกิดเหตุการณ์วิกฤต และความวิปโยคอย่างค่อนข้างแม่นยำและใกล้เคียง จนน่าสะพรึงกลัว  ไม่ว่าจะเป็น เหตุวุ่นวายทางด้านการเมืองที่ถึงขั้นนองเลือด สูญเสียชีวิตประชาชนไปเป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤาภาคมที่ผ่านมา  ที่ "คนไทยแตกความสามัคคี"  ถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง   การตายหมู่จากเครื่องบิน รถยนต์ ฯลฯ และที่กำลังเกิดขึ้นอยู่สดๆ ร้อนๆ คือ มหันตภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ กลาง อีสาน และกำลังใกล้เข้าสู่กรุงเทพฯ ขึ้นทุกที  สร้างความเดือดร้อน และยัดเยียดความทุกข์ยากให้กับราษฎรไปทุกหย่อมหญ้า

 

พยากรณ์ดวงเมือง ประจำปีเถาะ พ.ศ. 2554  ในหนังสือ ศาสตร์แห่งโหร ฉบับพิเศษ   รู้ทันดวงกับโหรดัง 2554  คราวนี้ โสรัจจะ  ก็ได้เขียนคำทำนายชะตากรรม ของโลก มวลมนุษยชาติ และชาติไทย ที่ต้องเผชิญวิปริตอาเพศซึ่งมีมากกว่าปีที่ผ่านมาว่า อย่างใหญ่หลวง ดั่งไฟนรกโลกันต์ลามเลียให้วอดวาย ฉิบหายกันถ้วนหน้าไม่แพ้ ปีเสือบ้าเลือดเช่นกัน

 

บางส่วนจาก หนังสือ  ศาสตร์แห่งโหร 2554  โสรัจจะ ระบุคำพพยากรณ์ดวงเมือง(ไทย)ไว้ว่า ดาวสีเลือดได้รับแสงจากดวงมฤตยูในช่วงเดือนมีนาคม 2554  เป็นดาวปฏิวัตินองเลือดในมุมร่วมธาตุ ย่อมเกิดสภาพการเดิอดพลุ่งพล่านไม่สงบ เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เกิดศึกสงครามทั้งภายในและภายนอก เกิดความยุ่งยากทางการเมืองขนาดหนัก แต่ยังน้อยกว่า มหันตภัยที่สุดมหาหฤโหดไปทั่วโลก ซึ่งจะทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วทุกสิ่งอย่างไม่เหมือนเดิม...

 

 

 

 


"น้ำในแม่น้ำและคลองทั้งปวงจะแดงเป็นโลหิต เมฆและท้องฟ้าจะแดงเป็นแสงไฟ แผ่นดินไหวสั่นสะเทือน ฤดูหนาวจะเป็นฤดูร้อน ที่ลุ่มจะกลับดอน ที่ดอนจะกลับลุ่ม โรคภัยจะเบียดเบียนสัตว์และมนุษย์ทั้งปวง มนุษย์หนึ่งในสี่ของโลกจะพลันตายลง จะเกิดข้าวยากหมากแพง ฝูงมนุษย์จะอดอยาก เสื้อเมืองทรงทรงเมืองจะหลีกเลี่ยง"


ในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ และทั่วทุกภาคทุกจังหวัดจะถูกน้ำท่วมไปหมด ที่เกิดจากน้ำทะเลไหลทะลักเข้ามา และเกิดจากอุทกภัยอีกหลายครั้งจนต้องอพยพผู้คนหนีน้ำขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ เกือบสุดเขตแดนไทย เมื่อนั้นคนไทยก็คงไร้สิ้นแผ่นดินได้? 


จะเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี "ไข้หวัดนก" หรือไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาตนเองแพร่จากสัตว์มาสู่คนและคนนำพาให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก เชื้อโรคจะแพร่ขยายทางอากาศไม่มีอะไรมาหยุดยั้งเชื้อนรกนี้ได้


ปลายเดือนธันวาคม พระเสาร์ย้ายเข้าเล็งดวงเมืองทำให้บางประเทศหนาวเย็นจนอยู่ไม่ได้ ผู้คนล้มตายมาก  เมืองไทยจะเกิดอากาศร้อนจัดและหนาวจัดในเดือนเดียวกัน วิกฤตสุดรอบ 1,000ปี  กรุงเทพฯจะมีหิมะตก...

 

ปีเถาะ 2554 เป็นปีที่ต้องต่อสู้กันทรหด ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ  ใครก็ตามที่เป็นรัฐบาลต้องเผชิญวิกฤตการณ์รุนแรงที่สุด  ฝ่ายค้านจะแย่งอำนาจ คนในเครื่องแบบจะรอให้ทั้งสองฝ่ายเพลี่ยงพล้ำลง  ส่วนประชาชนตาดำๆ และยากจนก็จะหวาดผวา  ปัญหาคอร์รัปชั่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  ตั้งแต่ต้นปี   ถึงขนาดรัฐบาลต้องมีอันเป็นไป


...เหตุการณ์ของประเทศจะพลิกผันอย่างที่ไม่เคยเห็น และจะเกิดความว่างเปล่า ไม่มีนักการเมืองพรรคใดหลงเหลืออยู่ ระบบพรรคการเมืองจะสูญสิ้นไปจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย

 

ผู้เป็นใหญ่และผู้คนสำคัญจะร่วงหล่นกันมาก อำนาจเก่าๆ ของคนเก่าๆ เสื่อมถอย จะมีเหตุการณ์นองเลือดรุนแรงเกิดขึ้น ประมาทมิได้ กลุ่มชน ฝูงชน อาจจะเคลื่อนไหวด้วยการสนับสนุนของผู้มีอำนาจเก่าอย่างเร้นลับ


"นักการเมืองชั่วพึงระวังเอาไว้ ถึงเวลานั้นประชาชนอาจลุกฮือขึ้นมาฆ่าเองโดยไม่แคร์ขื่อแปบ้านเมือง ดวงของบ้านเมืองใกล้ถึงจุดนี้แล้ว ..."


ดาวอังคารสีเลือดย้ายเข้าสู่ราศีมีน เล็งดาวพระเสาร์ เดือนมีนาคมและเดือนเมษายน ปี 55 จะมีลางร้ายบอกเหตุล่วงหน้า  การเมืองรุนแรงเหมือนพายเรือในอ่าง วนเวียนซ้ำไปมาเหมือนปีก่อนๆ  ประชาชนชุมนุมเป็นเรือนแสนตามท้องถนน  เกิดขึ้นจากความโกรธแค้นและรู้ทันความเคลือบแคลงของรัฐบาล  ซ้ำยังเกิดจลาจลเผาเมือง สถานที่สำคัญต่างๆ ของรัฐบาล  รถถัง รถปราบจลาจล  ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ถูกเผายับเยิน ผู้คนล้มตายมหาศาล ผ่านไปหลายเดือนกว่าจะสงบ   คนในเครื่องแบบแตกแยก เกิดเป็นสงครามกลางเมือง เลือดไทยต้องไหลรินนองแผ่นดิน เป็นหนทางสู่ "ปฏิวัติรัฐประหาร"ใหญ่อีกครั้งเรียกว่า  เหตุร้ายหนักกว่า ในเดือนพ.ค.  53


เดือน ก.ค. ความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ภาววะยุ่งเหยิง ขอให้ทุกฝ่ายสมานสามัคคี อย่าแตกแยกไม่งั้นศัตรู ซึ่งเป็นหอกข้างแคร่ จะหาโอกาสจ้องทำลาย แต่ถ้ามีเหตุรุนแรงไทยจะไม่เสียเอกราชแน่ แต่จะเสียเลือดเนื้อไปมาก


ด้านเศรษฐกิจ เรียกว่าเป็นปีหายนะทางด้านเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ยังไม่สามารถแก้ไขให้ดีขึ้น ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า  ธนาคารแต่ละแห่งแตกแยกหนัก ทั้งเล็กใหญ่ปิดตัว หุ้นร่วงตลอดปี


ปัญหาภาคใต้ยังยิง-ลอบวางระเบิดไม่หยุด สหประชาชาติสะเทือน   ผู้ก่อการร้ายใช้อาวุธมีอานุภาพสูงจากภายนอกเข้ามาประกาศแบ่งแยกดินแดน ดวงผู้นำประเทศอ่อนแรง เป็นช่องให้ถูกทำร้าย.......

 

 

ขณะที่ กรหริศ บัวสรวง  ผู้อำนวยการสถาบันพยากรณ์องค์รวม  ซึ่งเคยพยากรณ์  นักการเมืองถูกฟ้องร้องเป็นคดีความ บุคคลสำคัญทางการเมืองถูกลอบทำร้าย สภาผู้แทนกลายเป็นเวทีแห่งความขัดแย้ง   วงการบันเทิงดารา นักร้อง นักแสดงชื่อดังจะเสียชื่อเสียง ไปเมื่อ ปี 53  ที่ผ่านมา จนเป็นที่กล่าวขานไปเช่นกัน ก็ทำนายสถานการณ์ต่างๆ ในปี 2554 เช่นกันว่า ปีนี้ เปรียบเหมือนเป็น กระต่ายที่ตื่นเต้นลุกลี้ลุกลน  เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของดวงเมืองซึ่งแย่งชิงอำนาจกันไม่ลดละ ถือเป็นอันตรายในระบอบประชาธิปไตย  ดวงเมืองจะสงบสุขร่มเย็นแค่ 5 เดือนเท่านั้น พร้อมกับเตือนรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ถ้าไม่สามารถเข้าถึงคนไทยส่วนใหญ่ได้  โอกาสการก้าวสู่สิ่งที่ดีในอนาคตอาจหลุดลอยไป 

 

 

ขณะที่นักการเมืองที่สร้างความอัปยศ สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองจะพลาดโอกาสได้รับการเลือกตั้ง แต่คนที่มีคุณธรรม จริญธรรมมีโอกาสก้าวเข้ามาเป็นผู้นำคนใหม่ได้สูง ส่วนเหตุการณ์ไม่ปกติ วุ่นวาย จะอยู่ในระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม  เกษตรกร หรือผู้ใช้แรงงานอาจมาชุมนุมประท้วง วงการทหาร ตำรวจเกิดความขัดแย้ง


กรหริศ ทำนายภาพรวมเศรษฐกิจใน ปี 54 ว่า  การลงทุนดีเกือบตลอดทั้งปี แต่ภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับภาระ ปชช.เดือดร้อน  แต่ธุรกิจประเภทการสื่อสารทุกประเภท ทั้งโทรศัพท์ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม สังคมออนไลน์ จะมีการแข่งขันสูง  การท่องเที่ยวโกยผลกำไร  อหังสาริมทรัพย์ขยายตัว คนกทม.เล็งหาที่อยู่ใหม่หลีกปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในอนาคต  เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่จะหันมาทำความดี  คนในสังคมร่วมกิจกรรมจิตอาสามากขึ้น แต่ในปลายปีอาจมีความเศร้าโศก สะเทือนใจจากการจากไปของบุคคลสำคัญ...


นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ  "ศาสตร์แห่งโหร 2554" ที่รวบรวมคำทำนาย ของ โสรัจจะ และ กรหริศ  ในการลำเลียงคำพยากรณ์มาให้ผู้อ่านรับรู้ความเป็นไปเรื่องราวที่น่าสนใจอย่างรอบด้าน ในการไขความลับแห่งโชคชะตา โดยสุดยอดโหราจารย์ที่มีเชื่อเสียงที่ได้รับความเชื่อถือมาตลอด 30 ปี   นอกจากนี้ ยังมีคำพยากรณ์ของ ทั้ง หมอทรัพย์ สวนพลู อ.จุฑามาศ ณ สงขลา  และปรมาจารย์แห่งโหรชื่อดังอีกหลายท่าน รวบรวมอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าวด้วย เพื่อให้รู้ทันดวงชะตาของ ทั้งโลก เมือง และของตัวเอง ตลอดปี 2554 นี้ ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่  






ถ้าฉันเป็นนายกฯ ในประเทศที่กำลังมีน้ำท่วมหนัก.


จาก: lee lee <thai9lee@gmail.com>
วันที่: 27 ตุลาคม 2553, 20:08
หัวเรื่อง:ถ้าฉันเป็นนายกฯ ในประเทศที่กำลังมีน้ำท่วมหนัก.
ถึง: From: jharoon siripanjaporn <jharoon_qmc@yahoo.com>
Date: 2010/10/27
Subject: ถ้าฉันเป็นนายกฯ ในประเทศที่กำลังมีน้ำท่วมหนัก.
To:



Subject: ถ้าฉันเป็นนายกฯ ในประเทศที่กำลังมีน้ำท่วมหนัก.

หมายเหตุ:
คัดลอกจากเรียงความของนักเรียน ป.4 คนหนึ่ง
ซึ่งเขียนส่งอาจารย์เป็นการบ้านวิชาสังคมศึกษา

--------------------------------------
ถ้าฉันเป็นนายกฯ ในประเทศที่กำลังมีน้ำท่วมหนัก.


ถ้าฉันเป็นนายกรัฐมนตรี
ในประเทศที่กำลังมีภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี
กินพื้นที่กว่า 30 จังหวัดหรือเกือบครึ่งประเทศ
ผู้คนเดือดร้อนหลายล้านคน
เป็นเวลายาวนานเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็ม

…. ฉันจะ

ฉันจะสั่งทำถุงยังชีพ ให้ข้างถุงเขียนว่า
“มาจากภาษีประชาชน”
ไม่ต้องให้ใครได้ “เอาหน้า”
เพราะประชาชนเป็นคนทำงาน
เสียภาษีให้รัฐทุกปีอยู่แล้ว

ฉันจะจัดตั้ง “ศูนย์กลางแก้วิกฤติ”
อย่างด่วนที่สุด ไม่รอให้เนิ่นช้ากว่า 7 วัน
ไม่ปล่อยให้ “รัฐบาล” ซึ่งกินภาษีประชาชน
ทำงานเชื่องช้ากว่าประชาชนด้วยกันเอง

ฉันจะเอา “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน”
หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ศอฉ.”
นั่นแหละมาปัดฝุ่นแล้วลุยงานเลย
เพราะฉันเชื่อว่า “น้ำท่วม”
ก็เป็นเรื่อง “ฉุกเฉิน” ของชาติเช่นกัน
ไม่ใช่เฉพาะภารกิจปราบม็อบเสื้อแดงเท่านั้นที่ฉุกเฉิน

ฉันจะตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าศูนย์
เพราะฉันคือผู้นำประเทศ
และนี่คือช่วงเวลาที่ประเทศต้องการผู้นำ

ฉันจะไม่ตั้งที่ปรึกษาฯของฉัน
ซึ่งไม่มีอำนาจอะไรทางกฏหมาย
เป็นหัวหน้าศูนย์ โดยเฉพาะหากที่ปรึกษาคนนั้น
เคยต้องลาออกจากตำแหน่งการเมือง
ด้วยเรื่องอื้อฉาวในอดีต

ฉันจะเอาข้อมูลทั้งหมดมาประมวลในภาพกว้าง
ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่า “น้ำ” ที่ท่วมหนักที่สุด
ในรอบ 50 ปีนั้นมาจากไหน มาอย่างไร มาเมื่อไหร่
แล้วมันแตกต่างจากน้ำในปีก่อนๆอย่างไร
และทำไมถึงต่าง

ฉันจะต้องรู้ด้วยว่าพื้นที่ไหนบ้างที่เดือดร้อนไปแล้ว
พื้นที่ไหนกำลังเดือดร้อนในตอนนี้ และ
พื้นที่ไหนที่น้ำจะท่วมต่อไปในวันพรุ่งนี้
และที่สำคัญคือ เมื่อไหร่ทุกอย่างจะคลี่คลาย

พื้นที่ไหนกำลังเดือดร้อน ฉันจะจัดแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ
(แดง เหลือง เขียว)
ฉันอยากรู้ด้วยว่าในพื้นที่แต่ละแบบนั้นมีประชาชนอยู่กี่คน
จุดไหนบ้าง พื้นที่ไหนเป็นสภาพเมือง
พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่การเกษตร
ฉันจะได้ส่งการช่วยเหลือไปอย่างเหมาะสม

ฉันจะกำหนดให้ศูนย์กลางแก้วิกฤติเป็นมากกว่า
“คนประสานงาน” ระหว่างหน่วยงานราชการที่เชื่องช้า
ศูนย์กลางของฉันจะต้องทำหน้าที่ “บริหารทรัพยากร”
 ที่มีอยู่ให้ใช้ไปอย่างถูกที่ ถูกเวลา ด้วย

เงินทองที่เบิกจ่ายต้องโปร่งใสรวดเร็ว
ประมวลข้อมูลจากภาคสนามอย่างทันท่วงที
และประสานรับ “น้ำใจ” จากภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

ดังนั้น ศูนย์ของฉันจะมีข้อมูลรายละเอียดว่าวันนี้
อำเภอไหนบ้างที่ขาดไฟฉายเข้าขั้นวิกฤต
ตำบลใดรับข้าวสารไปหุงกินเองได้
ตำบลใดต้องการอาหารสำเร็จรูปมากกว่า
เส้นทางไหนต้องใช้เรือ ใช้กี่ลำ
 มีคนติดอยู่แถวนั้นกี่คน

ฉันจะรู้ด้วยว่าถึงนาทีนี้ข้าวสาร น้ำดื่ม
ทั้งที่จัดซื้อมาเอง และประสานกับภาคเอกชนนั้น
 มีกี่ขวดแจกจ่ายไปจุดไหนบ้างแล้ว
ไปถึงที่หมายช้าเร็วแค่ไหน
มีใครได้เกินความจำเป็นหรือไม่
มีใครที่ขาดแคลนอย่างหนักแต่ยังไม่ได้หรือเปล่า

เงินบริจาคทุกบาทจะต้องทำบัญชี แสดงที่มาที่ไป
หน่วยงานไหนรับบริจาคมาเท่าไหร่
 ต้องแสดงให้ชัดเจน เพราะมันจะมีผลต่อการกล่าวอ้าง
เพื่อยกเว้นภาษี อีกทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการฉ้อฉลโดย
ใช้ความเดือดร้อนของคนร่วมชาติเป็นเครื่องมือ

อ้อ .. ฉันจะแจ้งให้กลุ่ม “ชาตินิยม” ทั้งหลายทราบด้วยว่า
ตอนนี้แหละคือเรื่องของ “ชาติ” จริงๆ
 เพราะมันคือเรื่องของคนตัวเป็นๆที่อยู่ในประเทศเดียวกัน
ไม่ใช่ที่ดินผืนน้อยที่มีปัญหามาแต่โบราณ
ใครอยากกู้ชาติ อยากพลีชีพ เชิญได้เต็มที่ในครั้งนี้
อย่ามัวแต่ไปต่อแถวกินโดนัท

ฉันจะต้องรู้ด้วยว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ในแต่ละอำเภอ
แต่ละจังหวัดนั้นมีที่ไหนบ้าง
จุดไหนที่สามารถอพยพผู้คนเข้าไปได้
จุดไหนยังเสี่ยง

ฉันจะจัดทำแผนอพยพที่ชัดเจน
จะไปเส้นทางใด ใช้พาหนะใด ใช้เวลาเดินเท่าไหร่
และที่สำคัญ วันนี้ปลอดภัยแล้วพรุ่งนี้จะปลอดภัยไหม
ข้อมูลวิทยาศาสตร์ทำนายว่าอย่างไร

ดังนั้นหากรู้ว่า น้ำกำลังไหลจาก
อำเภอ ก. ไป อำเภอ ข. ภายใน 12 ชั่วโมง
ฉันจะได้สั่ง “อพยพ” ผู้คนได้ล่วงหน้า ทันเวลา
ไม่ใช่เพียงแต่ทำงาน “ตามปัญหา”

ด้วยความที่ฉัน (และศูนย์กลางของฉัน)
มีข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน เห็นภาพกว้างที่สุด
ฉันจะสามารถ “ประสาน”
แนวทางการทำงานของแต่ละกลุ่ม
ทั้งส่วนราชการต่างๆ
หรือส่วนเอกชนอย่างอาสาสมัครกู้ภัย
หรือกระทั่งสื่อมวลชน

ทุกคนจะได้ทำงานไปใน “ทาง” เดียวกัน
เป้าหมายเดียวกัน และได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซ้ำซ้อน ลักลั่น ไร้ทิศทาง

ฉันเชื่อว่าในสภาวะวิกฤติเช่นนี้
การส่งทรัพยากรอันจำกัดไปให้ถูกที่ ถูกเวลา
นั้นสำคัญมาก

– ใครขาดน้ำดื่มต้องได้น้ำดื่ม
ใครขาดอาหารแห้งต้องได้อาหารแห้ง
ใครป่วยต้องได้ถูกเคลื่อนย้ายออกมาทันที

– เพราะการใช้ทรัพยากรไปหนึ่งครั้ง
มันมีค่าเสียโอกาสอยู่ด้วย

เรือที่ออกไปแจกข้าวสาร
สามารถใช้ไปรับคนป่วยได้เช่นกัน
เราเพียงต้องรู้ให้ชัดว่าเมื่อไหร่ควรใช้อะไร
ทำอะไร เพื่ออะไร
ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้
มันต้องมีข้อมูลมุมกว้าง
และต้องตัดสินใจอย่างจากภาพรวม

สำหรับพื้นที่ไหนที่น้ำยังไปไม่ถึง
ฉันจะสั่งให้รีบ “เตรียมตัว” รับมือ
ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเอากระสอบทรายมา
“กั้น” น้ำเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องหมายถึงการเตรียมทางหนี ทีไล่ ระบบแจ้งเตือน
จัดพื้นที่ปลอดภัยไว้รอรับปัญหา
จัดอาหาร ยารักษาโรค ไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน

พื้นที่ไหนน้ำเริ่มลดแล้ว
ฉันจะเร่งช่วยเหลือประชาชน
ซึ่งไม่ได้หมายถึงการ “แจกเงิน”
อย่างมักง่ายเพียงอย่างเดียว
เพราะฉันรู้ดีว่าเงินมีจำกัด
และในสภาวะฉุกเฉินนั้น
เงินอาจไม่ต่างจากกระดาษปึกหนึ่ง
ที่อาจเอาไปซื้ออาหารมากินได้ไม่กี่มื้อ

ฉันจะเร่งช่วยเหลือประชาชนในช่องทางอื่นด้วย
เช่น อาจได้เวลาปล่อยสต๊อกข้าวในยุ้งของรัฐ
อาจประสานงานกับภาคเอกชนว่าต้องการ
“สินค้าเกษตร” เป็นของบริจาค
และ อาจเอางบประมาณฉุกเฉินมา “จ้างงาน”
ผู้ประสบภัยให้ “ทำอาหาร”
แจกจ่ายคนอื่นๆ ซึ่งเท่ากับเป็น
การช่วยประชาชนได้ถึงสองต่อ
(มีงานทำ ได้เงิน มีกิน)

(มีต่ออ่ะ)

 

http://webboard.news.sanook.com/forum/3299797_@___ถ้าฉันเป็นนายกฯ_ในประเทศที่กำลังมีน้ำท่วมหนัก__@.html




เจาะข่าวตื้น ชาโตว์เดอปรองดอง

iheredottv | October 13, 2010

เจาะข่าวตื้น 18 ชาโตว์เดอปรองดอง รองเท้าแตะเจ้าปัญหา เทศกาลเจ คณะกรรมการสิทธิ และ คลิปเสียงหลุด มันจะอะไรกันนักกันหนาเนี่ย...

ภาพแม่ลูกเสื้อแดงโดนตำรวจตบ 1

Spy Tryland วิชัย สังคังไพ สั่งลูกน้องดันเสื้อแดงหญิงผู้สูงอายุถือป้ายล้มหัวฟาดพื้นกลางสะพานมัฆวาน หน้าUN ดันเสื้อแดงชายสูงอายุหน้าUNล้มกลางถนนอีกราย ตร.หนุ่มยศร้อยเอกมีท่าทีอาฆาตมาดร้ายกาจมาก ผู้หญิงเสื้อแดงอุ้มลูกโดนตร.ตบหน้าขณะถูกผลักดัน

แก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าครม 2 พย เพื่อใคร


 



จาก: lee lee <thai9lee@gmail.com>
วันที่: 25 ตุลาคม 2553, 15:19
หัวเรื่อง: แก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าครม 2พย เพื่อใคร
ถึง:

เรียนทุกท่าน

ข่าววันนี้

คุณอภิสิทธฺ บอกว่าจะเอาร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยดร. สมบัติ เข้าครม. 2 พย 53 นี้

รับฟังความคิดเห็นเมื่อไรบ้างไม่รู้ ที่ไหนบ้าง ไม่รู้  ช่างรวดเร็วดีจัง


ทีเรื่องปฎิรูปต้องรอสามปี และไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า เมื่อรัฐบาลใหม่มา

 
ร่างรัฐธรรมนูญมี 6 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ ยกเลิกรวมเขต เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว และไม่ยุบพรรค ไม่รู้ว่าแก้ไขแบบนี้ใครจะได้ประโยชน์

 
แทนที่จะแก้ไขเกณฑ์การเลือกตั้งให้คนดีเข้าสภา กลับแก้ไขกฎหมายเพื่อให้คนโกงเข้าสภา แล้วมันจะรอดไหมประเทศไทย

เรื่องค่าเงินบาท ที่แข็งค่า และขึ้นดอกเบี้ยใครได้ประโยชน์
ของแพง เงินเฟ้อ มีตัวเลขออกมาคือน้ำมันเชื้อเพลิง แพงขึ้น 17 % กระทรวงพาณิชย์ (กรุงเทพธุรกิจ วันนี้ หน้า 4) 

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ใครกำหนด  ใครควบคุม  ได้ใครประโยชน์  และทำไมแพงขึ้น ทำไม ไม่ควบคุม แล้วมาบอกว่าเงินเฟ้อ (ของแพงขึ้น)


แล้วธนาคารกำไรเอาๆๆ    มันเกิดจากอะไรบ้าง    ส่วนต่างดอกเบี้ย ค่า บริการอื่นๆ   ขูดรีดกันเข้าไป



การฆ่ากันตายที่ราชประสงค์ฝีมือใครกันแน่ บ้างก็โทษว่าฆ่ากัน เอง  บ้างก็ว่าทหาร ตกลงคือใคร

 
หรือ     ต้องการสร้างสถานะการณ์   เพื่อ นิรโทษกรรม       หรือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ยกเลิกการยุบพรรรค  และ แบ่งเขตเดียวเบอร์เดียว มันอะไรกันแน่ ประเทศไทย ....

ประชาชนที่มีหัวใจเป็นธรรม  และท่านที่รักบ้านเมือง  คงต้องพิจารณา  
รักษาบ้านเมือง  ไม่ใช่หรี่ตาข้างหนึ่ง 


ขออภัยหากรบกวน


กมลพรรณ







วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ลึกสุดใจ..."175 แดง"จาก 14 เรือนจำ โดย : ปกรณ์ พึ่งเนตร / 175 คน 14 เรือนจำอยากได้ประกันตัว

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 26 ตุลาคม 2553 09:44

ลึกสุดใจ..."175 แดง"จาก 14 เรือนจำ



ความอ่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับ "คนเสื้อแดง" ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลของเขากำลังเผชิญอยู่นั้น


นอก จากประเด็นความรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของทหารและประชาชน 92 ศพ จากปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่" และ "กระชับวงล้อม" ในช่วงการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเดือน เม.ย.ถึง พ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ยังมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอภิสิทธิ์ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพในการสำรวจข้อมูลคน เสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้กฎหมายกับคนเสื้อแดง "บางกลุ่ม" ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบ หรือไม่มีเหตุอันควร

ข้อมูลที่กระทรวงยุติธรรมรายงานถึงนายกฯ นับว่าน่าสนใจ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตใจของคนสิ้นอิสรภาพด้วยเหตุผลทางการเมือง วันนี้พวกเขาคิดอย่างไรและรู้สึกแบบไหน เป็นประเด็นที่น่าติดตามไม่น้อย...

175 คน 14 เรือนจำอยากได้ประกันตัว

ข้อมูลที่รวบรวมโดยเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า จนถึงปัจจุบันมี "คนเสื้อแดง" ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในเรือนจำทั้งสิ้น 175 คน ใน 14 เรือนจำทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นเรือนจำในกรุงเทพฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก จากการพูดคุยและตรวจสอบข้อหาของผู้ต้องขังเหล่านี้ พบว่ามีจำนวนหนึ่งที่ถูกตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุ คือกระทำผิดไม่รุนแรงมาก แต่กลับถูกตั้งข้อหาฉกรรจ์จนต้องถูกคุมขังและไม่ได้รับการประกันตัว

คนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังส่วนใหญ่ได้รับการช่วยเหลือจากทนายความของพรรค เพื่อไทย แต่ก็ดูแลไม่ทั่วถึง ทำให้ผู้ถูกคุมขังส่วนหนึ่งหวั่นวิตกว่าจะถูกขังลืมหรือส่งผลต่อคดีความของ ตน เพราะคนเสื้อแดงในเรือนจำหลายแห่งยังไม่เคยได้พบทนายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่ถูกคุมขังมานานกว่า 5 เดือนแล้ว บางรายจึงต้องดิ้นรนหาทนายเอง

ปัญหาสำคัญที่สุดที่คนเหล่านี้ต้องเผชิญก็คือ การไม่มีหลักทรัพย์ยื่นประกันตัว เนื่องจากต้องใช้หลักทรัพย์สูงมากถึงประมาณ 7-8 แสนบาท เพราะแต่ละคนถูกตั้งข้อหาหนัก เช่น ก่อการร้าย ก่อความไม่สงบในบ้านเมือง เป็นต้น ขณะที่ความต้องการของคนเสื้อแดงทุกคนที่ถูกคุมขังอยู่คืออยากได้รับการ ประกันตัว หลายคนพยายามยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตจากศาล บางคนยื่นถึง 3 ครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ ทำให้คนเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งตัดสินใจไม่ยื่นประกันตัวเลย เพราะเชื่อว่ายื่นไปก็คงไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเหมือนกับเพื่อนๆ ของตน

ถูกขังยาว-สืบพยานนัดแรก พ.ค.ปีหน้า

สถานะทางคดีของคนเหล่านี้ เกือบทั้งหมดอยู่ระหว่างรอการพิจารณา มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และศาลพิพากษาลงโทษแล้ว จึงอยู่ระหว่างรับโทษ ประเด็นที่น่าตกใจก็คือคนเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ที่รอการพิจารณาคดีอยู่นั้น ทุกคดีจะเริ่มสืบพยานนัดแรกเดือน พ.ค.2554 ตามระบบสืบพยานต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องอยู่ในเรือนจำอีกอย่างน้อยๆ 7 เดือน คดีจึงจะเริ่มนับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ทุกคนยืนยันว่าการใช้ชีวิตในเรือนจำไม่มีปัญหาถูกละเมิดสิทธิ แม้จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวบ้าง แต่ก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าหน้าที่เรือนจำ เพียงแต่ทุกคนไม่ได้รับการประกันตัว

ผู้ชายสู้ต่อ-ผู้หญิง.."ไม่เอาอีกแล้ว"

จากการพูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่สิ้นอิสรภาพ เกือบทุกคนยืนยันว่าอุดมการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง และหากได้อิสระก็จะเคลื่อนไหวต่อไป เพียงแต่ต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็มีคนเสื้อแดงบางรายเหมือนกันซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่รู้สึกเข็ด และเปิดใจว่า "ชีวิตนี้ไม่เอาอีกแล้ว"

เมื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของคนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมคุมขัง เกือบทั้งหมดไม่เคยมีคดีติดตัว ไม่เคยมีประวัติอาชญากร แต่ถูกจับเพราะไปร่วมชุมนุมทางการเมืองโดยฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

รับไม่ได้เจอตั้งข้อหา "ผู้ก่อการร้าย"

"พวกเรารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ตำรวจตั้งข้อหารุนแรงเกินกว่าเหตุ หลักฐานก็ไม่มี ดูแต่ภาพจากกล้องวงจรปิดเท่านั้น คนไหนที่ตำรวจรู้จักและจำหน้าได้ก็จะถูกจับกุม ทั้งๆ ที่หลายคนไม่ได้ร่วมเผาศาลากลาง ไม่ได้ร่วมเผาสถานที่ราชการ บางคนวิ่งไปห้ามด้วยซ้ำแต่กลับถูกจับ ส่วนคนที่เผาจริงๆ ปิดหน้าปิดตา ตำรวจไม่เห็นหน้าหรือไม่รู้ว่าเป็นใคร ก็เลยไม่ถูกจับ"

"พวกเราไปร่วมชุมนุมเพราะศรัทธาในอุดมการณ์ แต่กลับถูกตั้งข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์สินของทางราชการ กลายเป็นผู้ก่อการร้าย แบบนี้เรารับไม่ได้ พวกเราทำผิดกฎหมายก็จริง แต่ไม่ได้ทำขนาดที่ถูกตั้งข้อหา" เป็นความรู้สึกของ "คนเสื้อแดง" กลุ่มหนึ่งที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำภาคอีสาน

จากทัศนะของคนเสื้อแดงเกือบทั้งหมดที่ต้องสิ้นอิสรภาพ พวกเขามองว่าถูกปฏิบัติ "สองมาตรฐาน" โดยเฉพาะการที่ไม่ได้รับประกันตัว เนื่องจาก "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" ซึ่งถูกตั้งข้อหารุนแรงไม่แพ้กันจากการบุกยึดสนามบิน กลับได้ประกันตัว เห็นได้ชัดจากกรณีสดๆ ร้อนๆ คือ "จอย" ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ดารานักแสดงชื่อดัง และ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพไทย

"พวกนั้นก็โดนข้อหาก่อการร้ายเหมือนกับเรา แต่ทำไมถึงได้รับการประกันตัว ขณะที่พวกเราบางคนถูกดำเนินคดีแค่ออกนอกเคหสถานขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่กลับไม่ได้ประกัน และถูกขังมานานหลายเดือนแล้ว" เป็นความรู้สึกของ "เสื้อแดง" อีกรายจากเรือนจำภาคตะวันออก

ชงรัฐตั้งองค์กรพิเศษพิจารณารายคดี

ข้อเสนอของกระทรวงยุติธรรมที่รายงานไปยังนายกฯ และรัฐบาลก็คือ ควรเร่งหาช่องทางให้คนเสื้อแดงบางกลุ่มได้รับการประกันตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกตั้งข้อหาเบา หรือความผิดเล็กๆ น้อย เช่น ออกนอกเคหสถาน หรือชุมนุมขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยหากไม่มีหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว ก็เห็นควรให้ใช้เงินจาก "กองทุนยุติธรรม" เป็นหลักทรัพย์แทน เพื่อสร้างบรรยากาศความปรองดอง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรตั้ง "องค์กรพิเศษเฉพาะกิจ" ขึ้นมาดูแลคดีของคนเสื้อแดงทุกคดีเป็นการเฉพาะ เพื่อทำความเห็นว่าจากข้อกล่าวหาและข้อเท็จจริงทั้งหมดนั้น คนไหนควรได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวบ้าง เนื่องจากคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ มีครอบครัว มีบุตร ภรรยาต้องดูแล เรียกว่าเป็นเสาหลักของครอบครัว เมื่อมาถูกจับและไม่ได้รับการประกันตัวทำให้ขาดรายได้ และอีกหลายชีวิตในครอบครัวพลอยได้รับความเดือดร้อนตามไปด้วย

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20101026/359313/%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%88...175-%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%8114%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B3.html


--

ผีเสื้อสี ต่างฤดูประจุด



ผีเสื้อสี ต่างฤดูประจุด


โลกสวยด้วยแมลง

แมนวดี




ผีเสื้อ ที่มีจุดสีขาวโดดเด่นบนพื้นปีกสีขาว และยังมีจุดสีน้ำเงินอ่อนอยู่ประปรายบนพื้นปีก มีชื่อว่า "ผีเสื้อสีต่างฤดูประจุด" ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spooted Angle ; Caprona agama ขนาดลำตัวประมาณ 35-50 มิลลิเมตร อยู่ในวงศ์ผีเสื้อบินเร็ว มีหนวดแบบกระบองเหมือนผีเสื้ออื่นๆ ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ปลายหนวดมีลักษณะเป็นขอ ลำตัวค่อนข้างหนาเหมือนผีเสื้อกลางคืน มีเกล็ดปีกค่อนข้างหนามากกว่าผีเสื้อชนิดอื่น มีขนหนาบริเวณลำตัวยาวลงมาจากส่วนหัวถึงปลายลำตัว เนื่องจากผีเสื้อชนิดนี้มีลำตัวแข็งแรง ลำตัวเพรียว มันจึงบินได้เร็วกว่าผีเสื้อชนิดอื่น

ชอบกางปีกผึ่งแดด มีหลายชนิดที่ชอบออกหากินในช่วงเวลาเช้ามืดหรือช่วงหัวค่ำ ส่วนเวลากลางวันจะซ่อนตัวอยู่ในที่มืด ตัวหนอนของผีเสื้อบินเร็วส่วนใหญ่ชอบกินพืชพวกหญ้า ปาล์ม ขิง ฯลฯ ตัวเมียวางไข่เดี่ยวตามใบพืชอาหาร และวางไข่จำนวนไม่มากนัก

พบมากบริเวณห้วยน้ำเย็น บริเวณริมลำธาร ขยายพันธุ์ตลอดทั้งปี


หน้า 24
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdOakkyTVRBMU13PT0=&sectionid=TURNeE1RPT0=&day=TWpBeE1DMHhNQzB5Tmc9PQ==

--

งานขำๆ ของ Yue Minjun


   








































วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:40:05 น.  มติชนออนไลน์

งานขำๆ ของ Yue Minjun

โดย...อายตนะ

 

 

คอลัมน์ ภูเขาทับสามเหลี่ยม

 

 

 

 

 

หลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นภาพวาดสีน้ำมันเป็นรูปคน หน้าใหญ่ๆ ยิ้มยิงฟันหรือไม่ก็หัวเราะปากกว้าง ดูแล้วขำดีเพราะภาพคนพวกนั้นมีฟันเยอะกว่าปกติ ดูไปดูมาคล้ายกับโฆษณายาสีฟันหรือแปรงสีฟันที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงคนที่มี สุขภาพในช่องปากดี และในบางภาพมีองค์ประกอบที่ดูแล้วนึกถึงโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อสมัย คอมมิวนิสต์ ภาพวาดเหล่านั้นใช้สีสันสดใส ดูแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก ลองสืบดูว่าเป็นงานของศิลปินคนไหน พอทราบแล้วก็ตกใจเพราะงานชิ้นหนึ่งของศิลปินร่วมสมัยชาวจีนผู้นี้เคยถูกประมูลไปจาก Sotheby ในกรุง London ด้วยราคาที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อคือเกือบ 6,000,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา เป็นราคาที่สูงมากสำหรับภาพวาดสมัยใหม่ เป็นราคาที่สูงมากสำหรับงานศิลปะร่วมสมัยที่ศิลปินยังมีชีวิตอยู่ ภาพนั้นมีชื่อว่า execution เป็นฝีมือของ Yue Minjun ศิลปินร่วมสมัยระดับแนวหน้าของจีน


 


Yue Minjun เป็นศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของจีน ถนัดในการวาดภาพด้วยสีน้ำมันแต่ตอนหลังก็ทำงานด้วยสีน้ำและทำงานปั้นด้วย งานวาดและงานปั้นของ Yue Minjun นั้นใครเห็นก็จำได้เพราะมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ในตอนเริ่มต้น ผู้ที่เห็นงานของ Yue Minjun พากันสงสัยว่าคนในภาพเป็นใคร มีตัวตนหรือไม่ แต่ไม่นาน เมื่อ Yue Minjun เป็นที่รู้จักและเริ่มมีชื่อเสียง ผู้คนก็มองออกว่าคนในภาพของ Yue Minjun นั้นเป็นใคร

 

 

 

 

Yue Minjun เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1962 ที่เมือง Heilongziang ประเทศจีน ครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ที่กรุงปักกิ่งเมื่อเขาอายุได้ 6 ขวบ เริ่มทำงานเป็นช่างไฟฟ้าของบริษัทผลิตน้ำมันเมื่อปี ค.ศ. 1979 พร้อมๆกับเรียนศิลปะไปด้วย Yue Minjun สำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1983 จาก Hebei Normal University ด้านการวาดภาพสีน้ำมัน จากนั้นก็เบนเข็มเข้าสู่โลกศิลปะอย่างเต็มตัว ในปี ค.ศ.1990 Yue Minjun ย้ายไปอยู่ในชุมชนศิลปินนอกกรุงปักกิ่งชื่อ Yuan Ming Yuan อันเป็นที่ซึ่งศิลปินหนุ่มสาวจากทั่วจีนย้ายมาอยู่โดยเช่าบ้านราคาถูกจากชาว นา นอกจากค่าเช่าที่ถูกแล้วยังไกลหูไกลตาเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย อยู่ได้ไม่นานเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เข้ามาดูแล ชุมชนศิลปินถูกสลาย Yue Minjun กับศิลปินอื่นอีกร่วม 50 คนจึงย้ายไปอยู่ที่ใหม่คือ Tangxian ในช่วงนี้เขาเริ่มขายภาพได้ เขาเริ่มวาดภาพคนโดยภาพคนของ Yue Minjun นั้นได้อิทธิพลด้านแนวคิดมาจากภาพคนหัวเราะของศิลปินรุ่นพี่ที่ชื่อ Geng Jianyi แต่ภาพคนทั้งหมดที่ปรากฎอยู่ในงานของ Yue Minjun นั้นคือภาพตัวเขาเอง เขาใช้ภาพและลักษณะของตัวเองมาเป็นแบบในการผลิตผลงานศิลปะ

 


4 มิถุนายน ค.ศ. 1989 เกิดกรณีเทียนอันเหมินขึ้น เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ Yue Minjun มาก เขารู้สึกผิดหวังกับหลายๆสิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น ระบบการเมืองการปกครอง สภาพสังคม เพื่อที่จะลบความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้น เขาจึงแสดงออกด้วยการวาดภาพคนที่มีความสุข หัวเราะอย่างจริงใจด้วยท่าทีที่มั่นใจในตัวเอง เพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์และความทุกข์ใจของตน


ด้วยภาพที่แปลกแหวกแนวกว่าศิลปินคนอื่นๆในช่วงเวลาเดียวกันทำให้งานของ Yue Minjun เป็นที่สนใจของนักสะสมและห้องแสดงผลงานศิลปะ ในช่วงเวลานั้นผลงานศิลปะร่วมสมัยจากจีนได้รับความสนใจจากชาวต่างประเทศมาก จนทำให้ศิลปินชาวจีนกลายเป็นเศรษฐีไปหลายคน Yue Minjun วาดภาพสำคัญภาพหนึ่งชื่อ execution เป็นภาพที่แสดงถึงการสังหารที่จตุรัสเทียนอันเหมินในแบบของ Yue Minjun ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ไม่มีเด็กนักเรียน ไม่มีผู้ประท้วง ไม่มีทหาร ไม่มีอาวุธ มีแต่คนสองฝ่ายหันหน้าหัวเราะเข้าหากัน ดูยังไงก็รู้ว่าศิลปินตั้งใจเสนอภาพของเหตุการณ์ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1989 ในแบบของตัวเอง Yue Minjun ขายภาพนี้ให้กับห้องแสดงภาพเขียนแห่งหนึ่งในจีนเมื่อปี ค.ศ. 1995 ในราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ ในปีถัดมา Trevor Simon นายหน้าค้าหุ้นชาวอังกฤษซื้อภาพดังกล่าวจากห้องแสดงผลงานศิลปะในฮ่องกงด้วย ราคาที่สูงถึง 32,000 เหรียญสหรัฐพร้อมกับข้อตกลงว่า เพื่อเป็นการปกป้องศิลปินจากภัยทางการเมือง ผู้ซื้อต้องไม่เปิดเผยหรือนำภาพออกแสดงเป็นระยะเวลา 10 ปี ในปี ค.ศ. 2007 ภาพ execution ของ Yue Minjun จึงถูกนำออกมาประมูลที่ Sotheby กรุง London ผู้ได้ภาพ execution ไปต้องเสียเงินเกือบหกล้านเหรียญสหรัฐ


การขายภาพ execution ในราคาที่สูงกลายเป็นข่าวสำคัญระดับโลก ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาค้นหาตัวตนและผลงานของศิลปิน งานlของ Yue Minjun กลายเป็นที่ต้องการของบรรดาผู้ชื่นชมงานศิลปะและห้องแสดงผลงานศิลปะ Yue Minjun กลายเป็นศิลปินร่วมสมัยที่ดังมาก นอกจากจะเป็นศิลปินจีนที่ขายดีในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว เขายังได้รับเชิญให้นำผลงานของตัวเองไปแสดงอีกหลายครั้งในต่างประเทศ ที่สมบูรณ์ที่สุดก็คือการแสดงผลงานที่ Queens Museum of Art ใน New York ระหว่างเดือนตุลาคม 2007 ถึงเดือนมกราคม 2008 นอกจากนี้แล้วเขายังได้รับเชิญให้เป็นผู้ออกแบบ นาฬิกา swatch รุ่น redstar ในปี ค.ศ. 1996 อีกด้วย


 

Yue Minjun ออกแบบนาฬิกา swatch รุ่น redstarในปี1996

 

 

 


ภาพวาดของ Yue Minjun ขายได้ราคาสูงมากไม่ต่ำกว่าภาพละหนึ่งแสนเหรียญสหรัฐ ภาพวาดของเขากลายเป็นของสะสมและเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนมากด้วยว่าเป็นภาพ ที่แสดงถึงความสุข ความรื่นเริง มองโลกในด้านดี ไม่มีพิษไม่มีภัย คนที่ไม่ได้สนใจงานศิลปะในลักษณะที่เป็นงานศิลปะก็สามารถเข้าถึงงานของ Yue Minjun ได้อย่างง่ายๆเพราะดูได้โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย บางคนก็ชอบงานของ Yue Minjun ในอีกแบบหนึ่งคือ เป็นงานที่มีสีสันสดใส เหมาะที่จะนำไปประดับบ้านหรือที่ทำงาน Yue Minjun ปัจจุบัน ที่เมือง Vancouver ประเทศคานาดา มีงานแสดงประติมากรรมที่สำคัญชื่อ Vancouver Biennale มีการนำเอาผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคนมาแสดงกลางแจ้งในหลายๆจุดของเมืองซึ่งก็มีงานของ Yue Minjun มาแสดงด้วย งานของ Yue Minjun ประกอบด้วยรูปหล่อคนหัวเราะจำนวน 14 ชิ้น แต่ละชิ้นสูง 2.5 เมตร หนัก 250 กิโลกรัม ตั้งอยู่กลางแจ้ง หน้า Sunset Beach การแสดงผลงานนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิถุนายน 2011

 


 

 

 

น่าเสียดายที่มีศิลปินวาดภาพเลียนแบบภาพวาดของ Yue Minjun เป็นจำนวนมาก ทำให้พบเห็นงานในแบบของ Yue Minjun ได้ทั่วไป ความแปลกใหม่จึงกลายเป็นความธรรมดา ประกอบกับวิธีการวาดภาพของ Yue Minjun มีลักษณะเดิมเป็นแบบเดียวกันมานาน ในวันนี้ความนิยมในภาพวาดของ Yue Minjun จึงลดลง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม Yue Minjun ได้กลายเป็นตำนานอันสำคัญของวงการศิลปะสมัยใหม่ไปแล้วเพราะเขาเป็นผู้ที่ทำ ให้ผลงานของศิลปินร่วมสมัยของจีนออกสู่สายตาชาวโลกและได้รับการยกย่องยอมรับ ไม่แพ้ศิลปินร่วมสมัยที่เป็นชาวตะวันตก 

 

 

 

 

 

 

อายตนะ

24 ตุลาคม 2553

 

 




อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
Bernini
Murakami
798 art district
Shanghai World Expo
พบคอลัมน์ใหม่"ภูเขาทับสามเหลี่ยม"เขียนโดย"อายตนะ"...วันนี้เสนอตอน"สยามสแควร์" รีบอ่านโดยพลัน !!!

     http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288070237&grpid=no&catid=02
--